ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! สมัครสมาชิก บทความ


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 17/03/2548
ปรับปรุงเวบเมื่อ 22/10/2557
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 2034


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (2034)
วัตถุมงคล คุณแม่บุญเรือน อุบาสิกาผู้ทรงอภิญญา
พระผงของขวัญวัดปากน้ำ(หลวงพ่อสด)
พระเครื่องตระกูลวัดปากน้ำ-หลวงป๋า วัดหลวงพ่อสดฯ
พระพญาเหล็ก วัดพุทไธศวรรย์
วัตถุมงคลหลวงปู่สุภา อริยสงฆ์ 5 แผ่นดิน
หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้
 สมบัติพ่อให้-หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ท้าวเวสสุวรรณ เจ้าแห่งขุมทรัพย์
พระพิฆเนศ เทพแห่งความสำเร็จ
พระบูชา-พระพุทธรูป
รวมพระขุนแผน
 ดวงแก้ว-พระแก้วกายสิทธิ์(พระแกะสลักจากหินมงคล)
พระหลวงปู่ดู่ วัดสะแก อยุธยา
พระเครื่องหลวงปูทิม วัดพระขาว อยุธยา
โคตรเหล็กไหล 7 สี(เหล็กไหลทรหด)
เครื่องรางนำโชค
พระบูชา-พระเกจิอาจารย์
พระหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม
พระเครื่องวัดบวรนิเวศ
ในหลวง-เชื้อพระวงศ์
พระเครื่องเนื้อผง
พระเครื่องเนื้อดินเผา
พระเครื่องเนื้อชิน
เหรียญเกจิอาจารย์ต่างๆ
รวมพระจตุคามรามเทพ ปี 47
รวมพระจตุคามรามเทพ ปี 48
รวมพระจตุคามรามเทพ ปี 49
รวมพระจตุคามรามเทพ ปี 50
พระจำหน่ายไปแล้ว
รวมวัตถุมงคล ขุนพันธรักษ์ราชเดช
รูปหล่อลอยองค์ต่างๆ+พระกริ่ง
รวมวัตถุมงคล ล.ป.กาหลง เขี้ยวแก้ว
พระสมเด็จวัดระฆัง
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
พระบูชา - เทวรูป



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ





รับเช่าวัตถุมงคลคุณแม่บุญเรือนให้ราคาดี พระพุทโธน้อย , พระมงคลมหาลาภ ส่งรูปและราคามาที่ thaiboy505@hotmail.com ไลน์ไอดี ton789309 

บทความ
ประวัติคุณแม่บุญเรือน วัดอาวุธ ผู้ทรงอภิญญา (อ่าน 16320/ตอบ 0)

 

อุบาสิกาผู้มีพลังจิตมหัศจรรย์

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารหญิงไทย ฉบับที่ 710 ปีที่ 30 ปักษ์แรก เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548



“อิทธิปาฏิหาริย์” เป็นเรื่องที่ดูเหนือธรรมชาติ ชวนพิศวงสำหรับผู้ที่ยังอยู่ในวังวนของกิเลส สำหรับผู้ปฏิบัติทางจิตที่กำลังจะล่วงพ้นบ่วงกิเลส “ปาฏิหาริย์” ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ปฏิบัติสามารถทำได้ทุกคน

ในอดีตหลายสิบปีผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไปคงจะเคยคุ้นชื่อของอุบาสิกาท่านหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก สำหรับสานุศิษย์ท่านคือ “อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม” ผู้สำเร็จจตุตถฌาน (ฌานที่ 4) จึงมี “อภิญญา” ปรากฏเป็นปาฏิหาริย์จนเลื่องลือในทางปาฏิหาริย์ตาทิพย์ รู้วาระจิตผู้อื่น ล่องหนหายตัว และใช้พลังจิตรักษาโรคให้คนทั่วไปจนหาย

อุบาสิกาบุญเรือน โดยทั่วไปคนที่เคารพท่านมักเรียกท่านว่า “คุณแม่บุญเรือน” เพราะความเมตตากรุณา ที่ท่านมีให้กับทุกคนไม่เลือกชั้นวรรณะ พื้นเพเดิมของคุณแม่บุญเรือนท่านเป็นชาวอำเภอมีนบุรี กรุงเทพฯ มีฐานะค่อนข้างยากจน พ่อแม่เป็นชาวสวน ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปอยู่แถวบางปะกอก ธนบุรี ในวัยเด็กคุณแม่บุญเรือนได้รับการศึกษาพออ่านออกเขียนได้ และมีนิสัยฝักใฝ่ในทางธรรมมาแต่เด็ก โดยได้รับการสั่งสอนให้รู้จักธรรมะ ในพระพุทธองค์จาก “หลวงตาพริ้ง” วัดบางปะกอก พระสายวิปัสสนากรรมฐาน ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น จนทำให้คุณแม่บุญเรือนเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ฝักใฝ่ในบุญกุศล หมั่นเพียรในทางธรรมตลอดมา

เมื่อมีอายุในวัยครองเรือนคุณแม่บุญเรือนได้สมรสกับ สิบตำรวจโท จ้อย โตงบุญเติม แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ภายหลังจึงรับเด็กหญิงมาอุปการะเป็นบุตรบุญธรรมคนหนึ่ง ขณะเดียวกันคุณแม่บุญเรือน ก็ยังมีโอกาสได้ปฏิบัติและศึกษาธรรมมากขึ้น โดยมีท่านพระมหารัชชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสสัมพันธวงศ์สมัยนั้นเป็นอาจารย์สอนสมถะวิปัสสนากรรมฐานให้ จนกระทั่งปี 2470 คุณแม่บุญเรือนจึงลาสามี เพื่อมาบวชที่วัดสัมพันธวงศ์อยู่ระยะหนึ่งแล้วจึงลาสึกไป และเมื่อสามีถึงแก่กรรมแล้ว จึงมีศรัทธากลับมาบวชอีกในปี 2482

ความเพียรในการฝึกจิตและเรียนรู้ทางธรรมของคุณแม่บุญเรือน ปรากฏเรื่องราวอันเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ ที่จะสำเร็จได้ก็ด้วยอำนาจสมาธิซึ่งเป็น “พลังจิต” อันมหัศจรรย์ จึงมีเรื่องเล่ามากมายจากคนเก่าแก่ และผู้ประสบเหตุเรื่องราวพิศวง อันเกิดจากอำนาจทิพย์ของอุบาสิกาท่านนี้

ล่องหนหายตัว

การล่องหนหายตัวจากสถานที่หนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เป็นผลจากการปฏิบัติทางจิตจนได้ “อภิญญา” ซึ่งคุณแม่บุญเรือนสามารถอธิษฐานจิตให้หายตัวได้ เรื่องนี้ “เจ้าคุณพระรัชชมงคลมุนี” วัดสัมพันธวงศ์ ท่านได้บันทึกไว้ว่า เมื่อเดือน 6 ขึ้น 14 ค่ำ พ.ศ. 2470 คุณแม่บุญเรือนท่านอยู่ที่บ้านพักตำรวจกับครอบครัว ในคืนดังกล่าวคุณแม่นอนไม่หลับจนดึก สามีและบุตรบุญธรรมหลับกรน และกัดฟันกรอดๆ รู้สึกเกิดธรรมสังเวชเบื่อหน่ายต่อสภาพอย่างนั้น ท่านอยากหลีกหนีเสียชั่วคราว จึงตั้งจิตอธิษฐาน เข้าไปในศาลาที่วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งศาลานี้เป็นที่อยู่ของแม่ชีนักปฏิบัติธรรม คุณแม่เองก็เคยอาศัยบำเพ็ญธรรมที่ศาลานี้ พอสิ้นอธิษฐานก็ปรากฏตัวเองอยู่ที่ศาลานี้แล้ว ไม่ทราบว่าเข้าศาลาทางไหน และที่บ้านพักตำรวจกับศาลาวัดสัมพันธวงศ์ก็ไกลกันพอสมควร

แม่ชีฟักเพื่อนปฏิบัติธรรม พักอยู่เป็นประจำที่ศาลานี้ ขอให้คุณแม่บุญเรือนอธิษฐานมาเข้าศาลาอีกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 โดยให้แม่ชีผู้อยู่ศาลาอีก 3 คนดูแลปิดประตูหน้าต่างลงกลอนให้เรียบร้อย และดูให้รู้เห็นเป็นพยานด้วย

คุณแม่บุญเรือนก็อธิษฐานให้หายวับจากบ้านพัก เข้าไปปรากฏตัวในศาลาได้เช่นเดียวกับคราวก่อน พวกที่คอยอยู่ก็แปลกใจและแน่ใจว่า หายตัวผ่านเข้ามาได้จริงๆ และมองเห็นผลสำเร็จทางสมาธิ ที่มีแก่ผู้ปฏิบัติด้วยวิริยอุตสาหะ ต่อมาคุณแม่บุญเรือน ท่านได้อธิษฐานหายตัวจากศาลา ไปเขาวงพระจันทร์ ท่านได้พบพระผู้วิเศษที่นั่น และได้รับพระธาตุ 1 องค์ จากพระองค์นั้น กลับมาพระธาตุยังกำอยู่ในมือ เป็นพยานแก่ตัวท่านเองว่ามิได้ฝันไป





 




ทิพยโสตญาณ (หูทิพย์)

อภิญญาในด้านหูทิพย์ของคุณแม่บุญเรือนนี้ มีบันทึกของคุณหญิงเงียบ บุนนาค เขียนไว้ว่า ครั้งหนึ่งคุณแม่บุญเรือน ไปรักษาโรคขาบวมให้น้องสาวคุณหญิงเงียบ บุนนาค ข้างวัดอนงคาราม ธนบุรี ตอนขากลับ น้องสาวคุณหญิงเงียบมอบค่ารถให้ 20 บาท คืนวันนั้นสามีของน้องสาวคุณหญิงกลับบ้าน ทราบว่าภรรยาจ่ายเงินค่ารถให้คุณแม่บุญเรือน 20 บาท (สมัยเงินแพง) เขาเอะอะว่า คุณแม่บุญเรือนเป็นหมอไม่จริง หลอกเอาสตางค์

พอรุ่งเช้า 6 โมงเศษ คุณแม่บุญเรือนไปถึงบ้านน้องสาวคุณหญิงข้างวัดอนงค์ นำเงิน 20 บาท ไปคืนให้บอกว่า “เป็นเงินของคุณผู้ชายเขา ดิฉันคืนให้ ดิฉันไม่โกรธคุณหรอก คุณต้องรับเงินนี้ไว้”

นี่แสดงว่าคุณแม่บุญเรือนหูทิพย์ ได้ยินคำพูดของสามีน้องสาวคุณหญิงเงียบ พร้อมทั้งรู้วาระจิต ของคนพูด ว่าหมายถึงตัวคุณแม่บุญเรือนที่ไปรักษาขาบวม คุณแม่จึงรีบนำเงินไปคืนให้ เพื่อรักษาน้ำใจของน้องสาวคุณหญิง และสามีมิให้ขุ่นข้องหมองใจ

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ท่านเป็นผู้มีจิตอันเป็นกุศลอย่างยิ่ง นอกจากนั้นท่านยังใช้จิตอันมหัศจรรย์ของท่าน ในการอธิษฐานเพื่อช่วยคนในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาโรคภัยต่าง ๆ จนหายขาด ดังเรื่องราวที่มีผู้บันทึกไว้ในหนังสือ “คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม อนุสรณ์”

รักษาด้วยวาจาสิทธิ์

เป็นบันทึกของ นายจำรัส สุขประเสริฐ อยู่ จ.อุดรธานี มีใจความว่า "อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม เดินทางโดยขบวนรถไฟด่วนถึง จ. อุดรธานี เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2496 เวลา 7.15 น. ก่อนหน้ารถไฟด่วนจะเทียบเข้าชานสถานีประมาณ 20 นาที ได้มีหมอกลงที่สถานีรถไฟและบริเวณตัวเมืองอุดรธานีหนามืดไปหมด อยู่ห่างกันประมาณ 10 วา ยังแลไม่เห็นกันเลย รถยนต์วิ่งตามถนนต้องเปิดไฟหมอกหนามืดเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลย พอรถไฟถึงสถานีประมาณ 10 นาที หมอกก็ค่อยๆ จากหายไป ชาวอุดรธานีต่างพิศวงงงงวย ต่างโจษจันกันต่างๆ นานา เมื่ออุบาสิกาบุญเรือน ลงรถไฟแล้ว มีผู้คนไปรับเป็นจำนวนมาก

อุบาสิกาบุญเรือนได้พักที่บ้านผมค่ำของวันนี้ได้มีผู้มาหาเป็นจำนวนมาก นายครรชิต สกลคลัง พนักงานธนาคารกสิกรไทยได้มาหา และบอกกับอุบาสิกาบุญเรือนว่า ตัวเขาป่วยเป็นโรคปวดท้องมาเป็นเวลานาน เวลานี้ก็ยังปวดอยู่ได้รักษาตัวหมดเงินมากมายแล้ว อุบาสิกาบุญเรือนได้ฟังจึงสั่งในขณะนั้นว่า "อย่าปวด ให้หายปวดเดี๋ยวนี้" แล้วอุบาสิกาบุญเรือนก็ถามนายครรชิตว่า “หายปวดหรือยัง?” นายครรชิตตอบว่า “หายปวดแล้ว” อุบาสิกาบุญเรือนจึงสั่งว่า “คืนวันนี้อย่าปวด” (เพราะนายครรชิตบอกว่ากลางคืนปวดแทบไม่ได้นอนทุกคืน)

ครั้นรุ่งเช้านายครรชิตมาบอกอุบาสิกาบุญเรือนว่า เมื่อคืนนี้ไม่ปวดเลย นอนได้สบายตลอดคืน และในระหว่างที่อุบาสิกาบุญเรือนพักอยู่ที่ จ.อุดรธานีนี้ ตอนเช้าอุบาสิกาบุญเรือนได้ไปอธิษฐานจิต ให้พลังจิตแก่ประชาชนที่วัดโพธิสมภรณ์ทุกวัน มีประชาชนนำน้ำ ปูน ไพล พริกไทย สาคู มาให้อุบาสิกาบุญเรือนอธิษฐานจิตอย่างคับคั่งทุกวัน

มีคนหลังโกงคนหนึ่ง เวลาเดินต้องใช้ไม้เท้าค้ำได้มาหาอุบาสิกาบุญเรือนขอให้รักษา อุบาสิกาบุญเรือนได้ออกคำสั่งต่อหน้าประชาชนจำนวนมากว่า “ให้ทิ้งไม้เท้า!” ชายหลังโกงคนนั้นก็ขว้างไม้เท้าทิ้ง อุบาสิกาบุญเรือนจึงสั่งต่อไปให้ยืนตรง ๆ ชายหลังโกงก็ค่อย ๆ ยืดตัวและยืนตัวตรงได้ แล้วอุบาสิกาบุญเรือนก็สั่งให้ออกเดินและวิ่ง ชายคนนั้นก็วิ่งได้ เลยหายเป็นปรกติ เดินกลับบ้านได้เช่นคนดี ๆ นับเป็นเรื่องอัศจรรย์

นิ่วในถุงน้ำดี

ม.ร.ว.ไกรเทพ เทวกุล บันทึกไว้ดังนี้

เมื่อปี พ.ศ. 2494 ข้าพเจ้าป่วยมีอาการแน่นจุกเสียดทุกเดือน บางที 2 ถึง 3 เดือนต่อครั้ง ครั้นถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2495 รู้สึกว่าอาการเช่นนี้มีมากขึ้นจนทนแทบไม่ได้เช่น หายใจไม่ออก ข้าพเจ้าจึงได้ไปปรึกษาแพทย์ปริญญาที่ข้างบ้าน นายแพทย์ผู้นั้นได้ฉีดยาและให้ยารับประทาน อาการก็ค่อยทุเลา ต่อมาจากนั้น 2 ถึง 3 วันก็เป็นอีก นายแพทย์ผู้นั้นแนะนำว่าควรไปเอกซเรย์ดู เพราะสงสัยในอาการนั้นคงเนื่องมาจากถุงน้ำดีอักเสบ ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตาม ปรากฏตามฟิล์มเอกซเรย์โดยนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแผนกนี้ ลงความเห็นว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี แนะนำให้ทำการผ่าตัดทันที

ข้าพเจ้าได้มาปรึกษาคุณป้าบุญเรือนถึงอาการเจ็บป่วย คุณป้าได้เอ็ดข้าพเจ้ามากมายว่า ทำไมไม่มาปรึกษาฉันตั้งแต่แรก ถ้าอยากตายก็เชิญไปผ่าได้ คุณป้าจึงให้ข้าพเจ้ารับประทานไพล และน้ำอธิษฐาน กับทั้งได้ให้ปูนอธิษฐานไปทาตามบริเวณหน้าอกและท้อง เว้นวันสองวัน ท่านก็นวดให้ข้าพเจ้าหนหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด อาการก็ค่อยทุเลาและหายภายในเดือนนั้นเอง

คุณป้าบุญเรือนให้ไปฉายเอกซเรย์ดูใหม่ ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตาม กับได้นำฟิล์มทั้งเก่าและใหม่มาเทียบกันดู ปรากฏว่าในแผ่นแรกมีวงกลมสีขาวประมาณเท่าเหรียญสองสลึง ส่วนในแผ่นเอกซเรย์ทีหลังไม่มี นายแทพย์บอกว่าในบริเวณถุงน้ำดีไม่มีก้อนนิ่วแล้ว




 



ยาวิเศษ

พลตรี ยุทธ สมบูรณ์ บันทึกไว้ว่า บางท่านที่มาทำความรู้จักกับ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม มักจะเรียกท่านว่า คุณแม่หมอ คุณยายหมอ หรือคำอื่น ๆ ลงท้ายว่า “หมอ” แต่คุณแม่บุญเรือนไม่เคยรับหรืออวดอ้างว่าท่านเป็นหมอแม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ดีชื่อเสียงของคุณแม่บุญเรือนก็หอมไปทั่วประเทศไทยในฐานะผู้วิเศษ ก็เพราะท่านอธิษฐานวัตถุสิ่งของต่างๆ ให้เป็นยารักษาโรคได้อย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด

คุณหมอปรีดา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระประแดง ทำยาผงแก้โรคผิวหนังออกจำหน่ายด้วยตัวยาที่คุณแม่บุญเรือนเป็นผู้บอกให้ ตัวยาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นชื่อภาษาอังกฤษ ไม่ทราบว่าคุณแม่บุญเรือนไปทราบมาได้อย่างไร เพราะการศึกษาของคุณแม่ก็เพียงอ่านออกเขียนได้ นอกจากนั้นคุณหมอปรีดายังได้ตำรายาอีกอย่างหนึ่งคือน้ำมันโพธิ์งาม ซึ่งคุณหมอปรีดาได้ผสมขาย ผมสีขาวใส่น้ำมันแล้วกลายเป็นสีเทาและเข้มขึ้นทุกที




 



ยาขนานที่ 3 คือ ยาสีฟันวิเศษนิยมของโรงงานวิเศษนิยม ซึ่งเป็นยาสีฟันที่ทำรายได้อย่างดีตลอดมา ...ยาสีฟันวิเศษนิยมนี้ “คุณแม่บุญเรือนก็เป็นผู้บอกตัวยาให้”


ความคิดเห็นโดย ปาริสัชชา 13-07-2005

ครอบครัวของผมเองนั้น เคารพคุณแม่บุญเรือนมาก และก็ได้ประจักษ์ในเรื่องอภิญญาของท่านมาหลายครั้งครับ

คุณแม่ฯหายตัวได้
ในตอนนั้นคุณพ่อผมก็ได้บวชเป็นพระอยู่ที่วัดนั้นด้วย (วัดอาวุธฯ) และก็ได้เห็นเรื่องการหายตัวของคุณแม่บุญเรือนด้วย ซึ่งครั้งนั้นท่านเจ้าคุณฯ ได้ให้คุณแม่บุญเรือนเข้าไปอยู่ในหอระฆัง (อาจเป็นหอฉัน) แล้วล๊อคด้วยกุญแจข้างนอก แต่แค่พอหันหลังจะเดินลงมา ก็เห็นร่างของคุณแม่บุญเรือนออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว ...

คุณแม่ฯ อธิษฐานน้ำที่ท่วมอยู่ให้ยุบหายไปได้
ในวันทำบุญบ้านของคุณแม่บุญเรือน เรือนของท่านยกใต้ถุนสูงแบบโบราณ ก็มีลูกศิษย์มามากมายแต่ขึ้นเรือนท่านไม่ได้เนื่องจากมีน้ำท่วมพื้นทางที่จะขึ้นบันได คุณแม่บุญเรือนท่านยืนอยู่ข้างบนแล้วชี้นิ้วไปที่น้ำ น้ำค่อยๆ วนแล้วยุบหายไปในพื้นดินต่อหน้าต่อตา...

คุณแม่ฯ อธิษฐานขอลมให้พัด
ในขณะทำพิธีอยู่ในเรือนของท่าน อากาศร้อนอบอ้าว ท่านชี้นิ้วขึ้นไปในอากาศ แล้วกล่าวว่า "ลมไปไหนหมดเจ้าค่ะ ขอให้พัดมาหน่อย" ทันใดนั้นลมก็พัดมาทันที จนกระดิ่งที่แขวนอยู่รอบๆ ศาลาดังระงมไปหมด คุณแม่พูดต่อไปอีกว่า "ขอแรงกว่านี้อีกค่ะ" คราวนี้ลมก็พัดแรงขึ้นอีกมากจริงๆ ...

คุณแม่ฯ ย่นทางได้
ครั้งหนึ่งคุณย่าของผมปวารณาที่จะขับรถไปส่งท่านที่เขาวงพระจันทร์ (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) ปรากฏว่าพอถึงเวลาไปรับท่าน ท่านยังติดแขกอยู่อีกสาม-สี่คน ท่านก็บอกให้ขับล่วงหน้าไปก่อน คุณย่าผมก็ขับรถไปเรื่อยๆ ไม่ได้จอดที่ไหนเลย แต่พอไปถึงที่หมาย ปรากฎว่าเห็นคุณแม่บุญเรือนมาอยู่ก่อนแล้ว และกำลังทำพิธีให้กับลูกศิษย์อยู่ และพอสอบถามกับคนที่นั่นก็ได้ความว่า คุณแม่บุญเรือนมาถึงร่วมๆ ชั่วโมงแล้ว และไม่เห็นว่าใครมาส่งท่านด้วย...

คุณแม่อธิษฐานยา
ครั้งนั้นคุณพ่อของผมเป็นพระหนุ่ม แต่ก็พบว่าที่ปอดมีจุดในฟิลม์เอ็กซ์เรย์ ก็มาหาคุณแม่ (คุณแม่ห้ามลูกศิษย์ใช้คำว่า ขอให้ท่านรักษา เพราะท่านจะพูดว่า "ฉันไม่ใช่หมอ" ต้องพูดว่า ขอให้ท่านช่วยสงเคราะห์) พอคุณพ่อเดินขึ้นเรือนท่าน ท่านก็เข้ามากราบแล้วก็ไปนั่ง ยังไม่ทันได้พูดอะไร ท่านหันไปหยิบปูนที่ใช้กินกับหมากส่งมาให้ แล้วชี้มาที่อกของคุณพ่อบอกว่า ให้เอาปูนนี้ไปทาที่อก ....

อีกสัปดาห์ต่อมา ก็ปรากฏว่ามีเม็ดดำๆ คล้ายๆ หัวข้าวสารโผล่ออกมาจากอกคุณพ่อสามเม็ด ก็ใช้มือดึงออกมาทั้งสามเม็ดและไม่เกิดแผลอะไรเลย พอไปเอ็กซ์เรย์ดูอีกที จุดดำที่ปอดของคุณพ่อก็หายไปแล้ว

นี่เป็นเกร็ดเล็กน้อยที่ผมขอนำมาเล่าเสริม (ซึ่งจริงๆ มีอีกหลายเรื่องครับ) และเพื่อยกย่องสรรเสริญคุณแม่บุญเรือน ซึ่งแม้ท่านจะเป็นผู้หญิงแต่ท่านก็ปฏิบัติได้จริง และสะท้อนให้เห็นว่า คุณธรรมหรือการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่แบ่งเพศและวัย ผู้ที่ทำจริง ปฏิบัติจริงก็ได้ผลจริงอย่างแน่นอน

ผมขอโพสเรื่องของคุณแม่บุญเรือนต่ออีกนิดนะครับว่า จากคุณธรรมที่ประจักษ์ชัดว่าคุณแม่เป็นผู้มีอภิญญาจริง แต่คุณธรรมขั้นสูงกว่านั้นจนถึงขั้นบรรลุธรรมนั้นขั้นไหน

หลังจากที่คุณแม่บุญเรือนละสังขารไปแล้ว ในงานฌาปนกิจศพท่าน มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งไปถามท่านเจ้าคุณ (จำชื่อไม่ได้) ว่า

"คุณแม่ท่านไปอยู่ไหนครับท่าน"

ท่านเจ้าคุณท่านนี้เป็นผู้มีญาณ ท่านตอบกลับไปว่า "อยู่สุทธาวาสพรหมโลก"

นั่นก็หมายความว่า คุณแม่ท่านต้องเป็นพระอนาคามีแน่ ซึ่งอีกสิบกว่าปีต่อมาอัฐิของคุณแม่บุญเรือนที่คุณพ่อของผมเก็บเอาไว้นั้นได้กลายเป็น "พระธาตุ" มีวรรณะเป็นเมล็ดกลมๆ เล็กๆ หลายสี ซึ่งคุณพ่อผมก็นำมาบรรจุไว้ในหลอดตะกรุดทองแล้วเลี่ยมพลาสติกซึ่งด้านหน้าจะเป็นรูปของคุณแม่

เป็นอันว่าคุณธรรมของท่านแม่บุญเรือน อย่างน้อยก็เป็นพระอนาคามี และเข้าใจว่าบัดนี้ท่านคงเข้านิพพานไปแล้วครับ.....

เรื่องนี้ผมจึงขอนำมาเล่าเสริมจากเรื่องอภิญญาจิตของท่านซึ่งยังมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่ผมคงงดไว้ก่อนเพราะว่า ผู้ที่ได้อภิญญานั้นจะทำสิ่งใดก็ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ทั้งนั้น หากเล่าลงในรายละเอียดมากไปผู้ฟังดูก็จะรู้สึกเฝือเสียเปล่าๆ ดังนั้นผมจึงขอนำเรื่องของท่านมาสรุปสุดท้ายในเรื่องมรรคผลของท่าน และเพื่อเป็นการเจริญศรัทธากับผู้อ่านและเป็นการสรรเสริญคุณของท่านแม่ด้วยครับ/



คุณธรรมอันสูงส่งของ “คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม” อุบาสิกาผู้ใจบุญท่านนี้ยิ่งใหญ่ ท่านเป็นผู้เสียสละ ชอบการทำบุญ ให้ทาน ไม่ยึดติดสะสมในทรัพย์สมบัติ มีแต่เป็นผู้ให้ตลอดมา และทั้งชีวิตท่านยังได้บำเพ็ญธรรมอย่างสม่ำเสมอตราบจนวาระสุดท้ายที่ท่านได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบด้วยโรคหัวใจ ไต และโลหิตจาง แม้จะมีลูกศิษย์ต้องการให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่อโดยการอธิษฐานขอแต่ท่านก็ไม่ทำ ท่านบอกว่า “สังขารร่างกายและใจ หรือขันธ์ห้านี้ไม่ใช่ตัวของเรา มันเป็นเพียงเครื่องอยู่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น เป็นเรือนทุกข์ ท่านจึงต้องการออกจากเรือนทุกข์นี้”

ในปัจจุบันมีรูปปั้นของคุณแม่บุญเรือนอยู่บนศาลา คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ในวัดอาวุธวิกสิตาราม หรือวัดบางพลัดนอก กรุงเทพฯซึ่งเป็นวัดที่ท่านเคยอยู่บำเพ็ญศีลสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกวันนี้ยังมีสานุศิษย์และผู้ศรัทธา ไปกราบไหว้รูปปั้นท่านและยังมีผู้ไปอธิษฐานจิตขอปูน ไพล เพื่อไปรักษาโรคจากท่านมากมายหลายราย ซึ่งแม้ว่าท่านจะจากไปนานแล้วแต่คุณงามความดี ชื่อเสียงในทางธรรมที่ท่านเพียรสร้างไว้ ขณะยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีผู้กล่าวถึงอยู่ตลอดไป

การสร้างพระของคุณแม่บุญเรือน

"พระพุทโธน้อย" เป็นพระเครื่องขนาดเล็กที่ท่านสร้างขึ้นและอธิษฐานจิตให้ไว้แก่วัดอาวุธวิกสิตาราม ตำบลบางพลัดนอก ธนบุรี เมื่อปี พ.ศ.2494 เป็นพระพิมพ์แบบครึ่งซีก กรอบทรงสามเหลี่ยม ด้านหน้า องค์พระประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย เหนือฐานบัวสองชั้น พระเกศเป็นมุ่นเมาลี พระนาสิกเป็นสันนูน พระเนตรเป็นเม็ดกลมนูน และพระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำมนต์ ส่วนด้านหลัง มีอักขระขอมจารึกเป็นเส้นลึกอ่านว่า "พุทโธ" โดยมีทั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก มีทั้งเนื้อดินเผา เนื้อผงพุทธคุณ เนื้อผงใบลาน ครับ จำนวนการสร้างรวมทั้งสิ้น 100,000 องค์  (มีหลังยันต์นะอะระหัง จำนวนหนึ่งครับ)

 จำนวนการสร้างรวมทั้งสิ้น 100,000 องค์ ดังนี้

เนื้อผงใบลานสีดำ     สร้าง    20,000 องค์

เนื้อผงพุทธคุณสีขาว  สร้าง    30,000 องค์

เนื้อดินเผา              สร้าง    50,000 องค์

และยังมีเนื้อพิเศษ เนื้อปูนเสก,เนื้อไพล อีกจำนวนหนึ่งครับ 

 

แม้จำนวนสร้างจะมาก แต่ด้วยความศรัทธาในตัวผู้สร้างและพุทธคุณเป็นเลิศปรากฏครบครันทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด เจริญด้วยโภคทรัพย์ และกำจัดโรคร้าย ทำให้ "พระพุทโธน้อย" หมดไปภายในเวลาอันรวดเร็ว


"พระพุทโธน้อย" นับเป็นพระเครื่องเก่าแก่และน่าสะสมมากพิมพ์หนึ่ง ด้วยพุทธคุณที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอแก่ผู้ที่เคารพศรัทธาและกราบไหว้สักการะไม่ขาด ว่ากันว่ามุ่งหวังสิ่งใดก็จะสำเร็จสมความตั้งใจอีกทั้งแคล้วคลาดภยันตรายทั้งปวงครับผม



ประสบการณ์ของผู้ที่สัมผัสกับพลังพระพุทโธน้อย (ขอขอบคุณข้อมูลจากคุณพุทธวงศ์ด้วยครับ) 

1.ผู้ปฏิบัติธรรม ที่ตรวจสอบพุทธคุณของพระพุทโธน้อย ท่านแรกพบว่า "สุดยอดจริงๆ สุดยอดที่สุด..หาที่เสมอเหมือนมิได้มีอีกแล้ว..!!!???" " พลังในองค์พระพุทโธน้อยนี้ เสมือนหนึ่งว่าได้เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงเลยทีเดียว!!!!!!"

หมายเหตุ , ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวนี้ นับว่า ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะทราบมาก่อนล่วงหน้านี้แล้วว่า คุณแม่บุญเรือนอธิษฐานธรรมให้ขอพรกับพระพุทโธน้อยนี้ได้เสมือนได้ขอพรกับพระพุทธองค์โดยตรงเลยนั่นเทียว..!!!!)

"เมื่อหยั่งจิตลงไปพระพุทโธน้อยนี้ จะเห็นเป็นคุณแม่บุญเรือนนั่งอยู่ต่อหน้าเฉพาะพระพักตร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีพลังที่พระคณาจารย์เจ้า(พระอริยเกจิสายกรรมฐานนับร้อยๆองค์ ที่ร่วมปลุกเสกด้วย) ก็หาได้ปิดทับหรือกลบพลังจิตอธิษฐานของคุณแม่บุญเรือนได้ แต่จะแวดล้อมเสริมเข้ามาอีก อย่างอลังการที่สุด ..."

"พลังแบบนี้ เป็นพลังจิต พลังบารมีของตัวคุณแม่เองโดยเฉพาะ อันจะหาใครเสมอเหมือนหรือทดแทนมิได้อีกแล้ว...."


2. ผู้ปฏิบัติธรรม ที่ตรวจสอบพุทธคุณของพระพุทโธน้อย ท่านที่สองพบว่า

พลังจิตของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม มีความแก่กล้าและสูงส่งอย่างยิ่ง เทียบเท่ากับ"หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี" หรือ"หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท"เลยทีเดียว..!!!!!! และ..จากการส่งจิตเข้าไปสอบถามกับเทวดาที่รักษาองค์พระ ทำให้ได้ทราบอีกด้วยว่า พระพุทโธน้อยนี้ มีพลานุภาพดีรอบด้าน ถึงขั้นกัน"นิวเคลียร์"และ"กัมมันตภาพรังสี"ได้อีกด้วย...

3.อุบาสกท่านหนึ่ง ได้ใส่"พระพุทโธน้อย "ไปกราบพระวิปัสสนาองค์หนึ่งซึ่งขึ้นชื่อในเจโตปริยญาณอันสูงยิ่ง(อดีตฆราวาสโสดาบันที่หลวงปู่สิมพยากรณ์เมื่อครั้งกระนั้น) โดยเพียงกราบท่านอยู่ห่างๆ ท่านยังชี้มาพลางออกปากทักทีเดียวว่า
"นั่นพระแม่ชีบุญเรือนใช่ไหม พลังแม่ชีออกมาทีเดียว..!!!!????"
นี่ก็ยังเป็นการคอนเฟิร์มและตอกย้ำความรู้ความเห็นของพลังภายในอันสุดยอดของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมที่ได้นำเสนอมาทั้งหมดว่าเป็นเรื่องที่ "จริงแท้" และ "เยี่ยมยุทธ"สุดยอดอย่างแท้จริง


 

นอกจากพระพุทโธน้อย ยังมีพระดีอีกชุดที่คุณแม่บุญเรือน ได้อธิษฐานจิต คือ พระห้อยคอปางประจำวันทั้ง 7 วัน อีกด้วย โดยมีทั้งเนื้อดินเผา และเนื้อผงพุทธคุณครับ ซึ่งพระชุดนี้ ท่านเจ้าอาวาสวัดอาวุธ ในสมัยนั้น ได้จัดสร้างขึ้นในคราวเตรียมฉลอง กึ่งพุทธกาล 25ศตวรรษ เมื่อปี2499 ครับ 


 

พระมงคลมหาลาภ พ.ศ.2499(คุณแม่บุญเรือน ร่วมอธิษฐานจิต)


พระพุทธมงคลมหาลาภ เป็นพระสมเด็จแบบสมเด็จพระพุทธโฆสาจารย์  พระแบบสมเด็จพระพุฒาจารย์

พระพุทโธเล็ก พระวัดตะไกร และพระแบบวัดนางพระยา ฯลฯ

พระเครื่องเหล่านี้สร้างเป็นที่ระลึกในงานสมโภชพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี

ซึ่งสร้างที่ วัดสัมพันธวงศ์ พระนคร แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธาน

ณ วัดสารนาถธรรมราม อ.แกลง จ.ระยอง พร้อมด้วยพระอัครสาวกซ้ายขวา

เมื่อวันที่ 5-31 มีนาคม 2499 นั้น บางท่านยังไปทราบประวัติที่ควรทราบ

ซึ่งเป็นเหตุจะให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา เพื่อได้เคารพบูชาแนบแน่น

สมกับเป็นปูชนียวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นมงคลเหตุเครื่องเจริญอายุ วรรณะ พละ แลลาภยศ สรรญเสริญ สมบัติเกียรติศักดิ์ แลคุณธรรม คือเป็นสือสำคัญที่ที่จะให้เข้าถึงอิฐผลนั้นๆ อันนับว่าเป็นกำลังอันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิต สามารถให้ถึงภาวะอันเป็นอิสระเต็มที่ มีความเกษมนิรันดร

เมื่อสร้างแจ้งให้ทราบแต่การประกอบพิธีบันจุพุทธมนต์ เป็นพิเศษที่ยิ่งใหญ่โดยสังเขป

ซึ่งยังไม่เคยเห็นทำที่ไหน คือจัดที่บูชาพร้อมเครื่องสังเวยต่างๆมีเทียนธูป

ข้าวตอก ดอกไม้7สี แลอาหารผลไม้ถึงอย่างละ 375 ที่มีเบญจา มีเศวตฉัตร 9 ชั้น

สูง 6 ศอก 8 ต้น บายศรีเงิน-บายศรีทอง 9 ชั้น สูง 6 ศอก อย่างละ 8 ต้น

บันจุพระพุทธมนต์ลงไปในน้ำ และผงที่จะสร้างพระนั้น โดยนิมนต์อาจารย์

ผู้มีชื่อเสียงหลายวัดทำพิธีประจุมนต์ เข้าพิธีปลุกเสกมีพระเกจิที่มีชื่อเสียงเช่น

พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) วัดบวรนิเวศวิหาร

พระวรเวทย์คุณาจารย์ (เมี้ยน ปภสสโร) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

พระมหารัชชมังคลาจารย์

พระมงคลเทพมุนนี จนฺทสโร (สด มีแก้วน้อย) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

พระครูวินัยธรเฟื้อง (ญาณปปทีโป)

หลวงพ่อลี วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ (ช่วยทำพิธีและประสานงานด้วย)

พระสอาด อภิวัฑฒโน วัดสัมพันธวงศ์

พระครูนอ วัดกลางท่าเรือ อยุธยา

พระอาจารย์บุ่ง วัดใหม่ทองเสน

พระชอบ สัมจารี วัดอาวุธวิธกสิตาราม ธนบุรี เป็นต้น ฯลฯ 

พร้อมด้วยบันจุเทพมนต์พรหมมนต์ โดยเชิญเทพแลพรหมผู้มีชื่อเสียงเก่าๆ

มาเข้าพิธีอธิษฐานบันจุมนต์ลงด้วย และบันจุมนต์โยคีโดยโยคีฮาเร็บ

(อาจารย์ชื่น จันทรเพ็ชร) ผู้มีชื่อเสียงและ พ.ต.อ.ชะลอ อุทกภาชน์

ผู้เป็นศิษย์เป็นผู้ทำพิธีบรรจุ เสร็จพิธีแล้ว จึงได้ใช้ผงประสมทำเป็น

องค์พระได้มงคลฤกษ์ จึงได้ทำพิธีปลุกเสกพระเครื่องนั้นอีกครั้งหนึ่ง

พระเครื่องที่จะทำพิธีปลุกเสกนั้น ห่อด้วยผ้าขาว 7 ชั้น ผ้าเขียว 7 ชั้น

พิธีนอกนั้นเหมือนเมื่อเมื่อบันจุมนต์ลงในผงแลน้ำที่ จะสร้างพระ

ตั้งน้ำมนต์สำหรับแจกผู้ที่ต้องการซึ่งมาร่วมพิธี 40 ตุ่ม แต่ไม่ได้กล่าวถึงผงที่นำมาประสมสร้างพระนั้นว่ามีอะไรบ้าง

มีผู้สนใจต้องการทราบอยู่เป็นจำนวนมา จึงสมควรเขียนประวัติ

เนื่องด้วยผงที่นำมาประสมสร้างพระเครื่องนั้น ให้ท่านทราบไว้ด้วย ดังต่อไปนี้

1.ผงขอจากพระอาจารย์ต่างๆ ที่ท่านทำและรวบรวมไว้หลายวัด

เช่น วัดพระเชตุพน วัดตรีทศเทพ และวัดสัมพันธวงศ์ ฯลฯ

ผงแป้งที่ทำเลผงจากพระของเก่าบ้าง

2.ผงพระที่ทำด้วยว่านต่างๆ ที่นิยมว่าเป็นมงคลศักดิ์สิทธิ์ 108 อย่าง

ทำจากดอกไม้บูชาพระต่างๆ 108 อย่าง

3.ผงที่ทำด้วยดินจากท่าน้ำ 7 ท่าและจากสระน้ำ 7 สระ

4.ผงที่ทำด้วยเอาคัมภีร์เก่าๆ ทั้งใบลานและสมุดข่อยมาเผาบด ตั้งแต่หมายเลข 1-5 นี้ประสมสร้างพระผงรุ่นก่อนแล้วเอามาบดผสมเข้ากัน กับผงใหม่ที่นำมาเข้าพิธีด้วย

5.ผงที่ได้จากดินสังเวยชนียสถาน 4 แห่งในอินเดียคือ

5.1 ดินที่ลุมพินีระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และเทวทหะ ซึงเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า

5.2 ดินที่มหาโพธิ์ พุทธคยาที่ตรัสรู้

5.3 ดินที่สารนาถ มฤคทายวัน เมืองพาราณสี ซึ่งเป็นที่พระพุทธเจ้า

ทรงแสดงธรรมจักร 5.4 ดินที่กุสินารา ซึ่งเป็นที่พระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพาน

6.ดินจากสถานที่สำคัญ 9 แห่ง คือดินจากสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จ

เสวยวิมุตติสุข 7 แห่ง บริเวณพุทธคยา มีที่รัตนะจงกลม แลที่สระมุจลิน

เป็นต้น แลดินที่พระคันธกุฏีที่ประทับของพระพุทธเจ้าที่บนเขา คิชกูฏ

(เมืองราชคฤห์) ดินที่ที่พระคันธกุฏีที่ประทับในเมืองสาวัตถี ซึ่งพระครูสุภารพินิจ (โทน สุขพโล) วัดสัมพันธวงศ์
ได้ไปนมัสการปูชนียสถานนั้นๆ และได้นำมาเมื่อปี พ.ศ.2497

ผู้ที่มีพระเครื่องแบบพุทธมงคลมหาลาภ พระแบบสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นต้นไว้บูชา เป็นอันได้ระลึกถึงแลบูชา สังเวชนียสถาน

7.ผงปูนหินขาว ราชบุรี

8.ผงปูนซีเมนต์ขาว และนอกจากนี้ ก็ยังมีดินเหนียวอย่างดี สีเหลือง และน้ำอ้อยเป็นต้น

ผงเหล่านี้นั้น ประสมกันมากบ้างน้อยมาก แล้วบดให้ละเอียดแร่งกรองด้วยผ้าป่าน สำเร็จเป็นผงที่จะสร้างพระเครื่องใช้น้ำมนต์ที่ทำไว้ นั้นประสมกับของที่จะทำพระให้

พระมีคุณภาพดี สวยงามทนทาน ศักดิ์สิทธิ์ต่อไป ประสมผงพิมพ์เป็นรูปพระพุทธมงคลมหาลาภบ้าง สมเด็จบ้าง

ส่วนพระเครื่องอื่นสร้างด้วยดินประสมผงเผาแล้วนำมา

เข้าพิธีปลุกเสกในคราวเดียวกันกับพระพุทธมงคลมหาลาภ

เสร็จแล้วแจกจ่ายในงานสมโภชพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี พร้อมด้วยพระอัครสาวก ในการต่อมา พระเครื่องเหล่านี้

เมื่อแจกจ่ายแก่ผู้จำนงในงานผูกพัทธสีมา อุโบสวัดสารนาถธรรมารามแล้ว

ก็จะได้จัดการทำบันจุในอุโบสถ หรือเจดีย์ตามสมควรเพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่สารนาถธรรมาราม อันเป็นมหาปูชนียสถานในกาลต่อไปฯ

พระมหารัชชมังคลาจารย์ ( เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ )

ข้อมูลอื่น ๆ เกี่ยวกับพระมงคลมหาลาภ

เป็นพระนาคปรกสี่เหลี่ยม เนื้อผงขาว (และส่วนผสมดังกล่าวแล้ว)

ด้านหลังเป็นยันต์เฑาะดอกบัว อะอุมะ พิมพ์ใหญ่กลางเล็ก จำนวน 84,000 องค์ ซึ่ง “พระรัชชมงคลมุนี” (พระมหารัชชมังคลาจารย์)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ได้มอบให้ “พระชอบ สัมมาจารี” วัดอาวุธวิกสิตาราม กรุงเทพฯ สร้าง เพื่อนำมาแจกในงานสมโภชพระประธาน

โดยส่ง “ผงอิทธิเจ ผงพุทธคุณต่าง ๆ เป็นแท่ง ๆ ประทับตรา “วัดสัมพันธวงศ์” ให้นำมาผสม โดยเรียก “พระนาคปรก” นี้ว่า “พระมงคลมหาลาภ” ซึ่งมีชื่อของท่านคือ

“พระรัชชมงคลมุนี” อยู่ในชื่อพระด้วย ในพิธีนี้แม่ชีบุญเรืยนได้อธิษฐานจิตร่วมอยู่ในพิธีด ้วย

หลวงพ่อลี วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ องค์ประสานงานพิธีพุทธาภิเษกครั้งนี้

ได้บอกศิษย์ว่า “พระผงนี้ดีมาก มีรังสี สีขาว และเหลืองกระจายออกสว่างไสว”

นอกนั้น ท่านยังได้ขอพระผงมงคลมหาลาภที่ชำรุดประมาณ 1 บาตรพระ นำไปบดใส่ “พระใบโพธิ์เนื้อดิน พ.ศ. 2500”ของท่านด้วย ขนาดขององค์พระ พิมพ์ใหญ่ ฐานกว้างประมาณ 2.5-3.8 ซม. หนา 0.5 ซม.

พิมพ์เล็ก ฐานกว้างประมาณ 2.2-2.5 ซม. หนา 0.5 ซม.

ด้านหลัง มีตราวัดสัมพันธวงศ์ “เฑาะรัศมีดอกบัว อ.อุ.ม. ประทับลงในเนื้อเป็นตรารูปไข่

ขนาดของ ความหนาไม่แน่นอน หนาบ้าง บางเฉียบบ้าง แล้วแต่ขนาด

พระพิมพ์นี้ คนระยอง คนจันทบุรี คนตราด อีกทั้งชาวประมงแถบภาคตะวันออก ห้อยองค์เดียวรู้ถึงพุทธคุณเป็นอย่างดีโดยเฉพาะช่วงท ี่มีใต้ฝุ่นเข้าแหลมตะลุมพุก ผู้ที่แขวนพระองค์นี้ลอยอย่างปาฏิหาริย์ จึงเป็นที่แสวงหากันมาก

พระพิมพ์ต่างๆของพิธีมงคลมหาลาภ 2499 มีดังนี้ครับ 

1.พระสมเด็จนาคปรกมงคลมหาลาภ มี 4 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์คะแนน ด้านหลังมีตราวัดสัมพันธวงศ์  (บางองค์ไม่ได้ปั๊มยันต์ก็มี แต่ส่วนน้อย ) 

2.พระสมเด็จพิมพ์แบบพระพุุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี วัดระฆัง  พิมพ์สมเด็จฐาน 3 ชั้น  หลังเรียบ (ไม่ได้ปั๊มยันต์)  มี 2 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก 

3.พระพิมพ์แบบพระพุทธโฆสาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทร์ พิมพ์สรงน้ำ  (ถอดพิมพ์มาสร้างใหม่)  มี 2 เนื้อ เนื้อดินเผา,เนื้อผงพุทธคุณ 

4.พระพุทโธน้อย มี 3 พิมพ์ ดังนี้ 

-พิมพ์หลังยันต์เฑาะว์ตัวเดียว  มีสร้างพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เดียว  มีเนื้อดินเผา เนื้อผงพุทธคุณ

-พิมพ์หลังยันต์เฑาะว์ดอกบัว มีพิมพ์ใหญ่ เนื้อดินเผา  พิมพ์เล็ก   มีเนื้อดินเผา เนื้อผงพุทธคุณ

-พิมพ์หลังเรียบ มีสร้างพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เดียว  มีเนื้อดินเผา 

5.พิมพ์แบบวัดนางพระยา (วัดนางพญา พิษณุโลก)   มีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก มีเนื้อดินเผา เนื้อผงพุทธคุณ

6.พิมพ์แบบวัดตะไกร อยุธยา ถอดพิมพ์มาสร้างใหม่ พบแต่เนื้อดินเผา มีหลายพิมพ์ ขนาดใกล้เคียงกัน

7.พิมพ์สมาธิเล็ก   (สี่เหลี่ยม) พบเนื้อดินเผา 

8.พิมพ์พุทธกวัก (สี่เหลี่ยม)  พบเนื้อดินเผา 

9.พิมพ์นางพญาข้างเม็ด (บางองค์ไม่มีเม็ดไข่ปลา)  พบเนื้อดินเผา 

10.พิมพ์นางกวัก (สี่เหลี่ยม)  พบเนื้อดินเผา 

และพิมพ์อื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง 



ข้อมูลจากคำบอกเล่าของท่านเจ้าคุณ พระราชรัชมงคลโกวิท

พระราชรัชมงคลโกวิท เจ้าอาวาสวัดสารนาถธรรมาราม จ.ระยอง องค์ปัจจุบัน

เล่าว่า พิธีพุทธาภิเษกครั้งนี้ พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตโต

กว่าร้อยรูป มี พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์วัน อุตตโม พระอาจารย์ลี วัดอโศการาม

เป็นต้น ทำพิธีนั่งปรกพุทธาภิเษกพระประธาน และพระเครื่องต่าง ๆ

มีพระมงคลมหาลาภ พระพุทโธน้อย เป็นต้น โดยทำพิธี 18 วัน 18 คืน

ท่านเล่าต่ออีกว่า ในชีวิตที่ท่านเกิดมา ยังไม่เคยเห็นพิธีพุทธาภิเษกที่ไหนใหญ่โตเท่าครั้งนี้อีกเลย

ชมและเช่าวัตถุมงคลของคุณแม่บุญเรือน ทั้งหมดที่นี่ครับ

http://www.tonprasiam.com/product_588790_th


สินค้า/บริการ แนะนํา...
พระพุทโธน้อยปี2494 องค์ที่516 พิมพ์เล็ก เนื้อดินเผา สวยมาก
สนใจกรุณาโทรถามครับ
พระมงคลมหาลาภปี2499องค์ที่230 ปางนาคปรกพิมพ์ใหญ่ชลูด
สนใจกรุณาโทรถามครับ
พระพุทโธน้อยปี2494 องค์ที่515 พิมพ์ใหญ่ เนื้อดินเผา
สนใจกรุณาโทรถามครับ
พระชัยวัฒน์สี่มุมเมืองปี2511 พิมพ์หน้าใหญ่ นิยม
สนใจกรุณาโทรถามครับ
พระ25พุทธศตวรรษ ปี2500 เนื้อดินเผา สภาพสวย (2)
ราคา 650.00 บ.
พระ25พุทธศตวรรษ ปี2500 เนื้อดินเผา สีทูโทน นิยมหายาก สภาพสวย (3)
ราคา 1,550.00 บ.
เหรียญหลวงพ่อจวนวัดหนองสุ่ม พิธีวัดเดิมบางฯปี18 ลพ.กวยปลุกเสก
สนใจกรุณาโทรถามครับ
 

บริการของร้านค้า
หน้าแรก
สินค้า
เกี่ยวกับเรา
บทความ
วิธีการชําระเงิน
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน


© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.